The ADDs
ธุรกิจ8 นาที·

7 ข้อผิดพลาดที่ทำให้ Digital Transformation ล้มเหลว

โครงการ digital transformation จำนวนมากไม่ได้ล้มเพราะเทคโนโลยีไม่ดี แต่ล้มเพราะการตัดสินใจรอบ ๆ มัน เช่น เริ่มผิดที่ ไม่มีคนรับผิดชอบ หรือหมดงบทันทีที่ระบบขึ้นใช้งาน บทความนี้รวบรวมความผิดพลาดเจ็ดข้อที่พบบ่อยในองค์กรทุกขนาด พร้อมวิธีป้องกันที่ทำได้จริง

H

ทีม Haliviq

สตูดิโอผลิตภัณฑ์ดิจิทัล กรุงเทพฯ

7 ข้อผิดพลาดที่ทำให้ Digital Transformation ล้มเหลว

ข้อ 1 และ 2: ซื้อเครื่องมือก่อนรู้ปัญหา และไม่มีเจ้าของ

ข้อแรกคือเริ่มจากเครื่องมือ เช่น "เราต้องมี ERP" หรือ "เราต้องมี AI" ทั้งที่ยังไม่ได้ระบุว่าปัญหาจริงคืออะไร ผลคือได้ระบบที่ฟีเจอร์มากแต่ไม่ตรงกับงานที่ทีมทำทุกวัน ให้เริ่มจากการเขียนปัญหาเป็นประโยคเดียว เช่น "ใบเสนอราคาใช้เวลาสามวันกว่าจะถึงลูกค้า" แล้วค่อยหาเครื่องมือที่แก้ตรงนั้น

ข้อสองคือไม่มีเจ้าของ โครงการที่ทุกแผนกเป็นเจ้าของร่วมกันมักจบลงด้วยการที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของเลย ควรมีคนหนึ่งคนที่มีอำนาจตัดสินใจและรับผิดชอบผลลัพธ์ทางธุรกิจ ไม่ใช่แค่ดูแลทางเทคนิค และต้องได้รับเวลาจากงานประจำเพื่อทำเรื่องนี้จริง ๆ

ข้อ 3: ทำแบบ big bang

การเปลี่ยนทุกระบบพร้อมกันในวันเดียวฟังดูเด็ดขาด แต่ความเสี่ยงสูงมาก ถ้ามีจุดผิดพลาดเพียงจุดเดียว ทั้งองค์กรจะหยุดชะงัก และไม่มีทางถอยกลับง่าย ๆ

ทางที่ปลอดภัยกว่าคือแบ่งเป็นขั้นเล็ก ๆ เลือกแผนกหรือกระบวนการหนึ่งเป็นตัวนำร่อง เรียนรู้จากมัน ปรับ แล้วจึงขยาย ระหว่างนั้นให้ระบบเก่ากับใหม่ทำงานคู่กันช่วงหนึ่ง เพื่อให้มีทางถอยถ้าพบปัญหา

ระบบที่คนใช้ครึ่งเดียวทุกวัน ดีกว่าระบบสมบูรณ์แบบที่ไม่มีใครเปิด

เจ็ดกับดักของ digital transformation และคำถามที่ใช้ตรวจก่อนเริ่มโครงการ
เจ็ดกับดักของ digital transformation และคำถามที่ใช้ตรวจก่อนเริ่มโครงการ

ข้อ 4: ไม่ฟังคนที่ต้องใช้งาน

พนักงานหน้างานรู้ดีที่สุดว่ากระบวนการจริงเป็นอย่างไร รวมถึงทางลัดและเหตุผลที่ไม่เขียนไว้ในคู่มือ ถ้าระบบใหม่ออกแบบโดยไม่ถามพวกเขา ก็เป็นเรื่องปกติที่จะพบการต่อต้านหรือหาทางหลบไปใช้ Excel และกลุ่ม LINE เหมือนเดิม

ให้เชิญคนใช้งานจริงเข้ามาตั้งแต่ช่วงออกแบบ ทำ prototype ให้ลองใช้ ฟังว่าติดขัดตรงไหน และจัดอบรมที่ใช้ข้อมูลจริงของงานเขา ไม่ใช่สไลด์ทั่วไป การทำ UX research กับพนักงานภายในก็สำคัญเท่ากับกับลูกค้า

ข้อ 5: ข้อมูลรกแล้วย้ายเข้าระบบใหม่ทั้งอย่างนั้น

ระบบใหม่ไม่ได้ทำให้ข้อมูลเก่าสะอาดขึ้นเอง ถ้าลูกค้าคนเดียวมีสามชื่อ รหัสสินค้าไม่ตรงกัน หรือฟิลด์สำคัญว่างอยู่ ก็จะเอาปัญหาเดิมไปอยู่ในระบบที่แพงกว่าเดิม

ก่อนย้ายข้อมูลให้สำรวจคุณภาพ ตัดสินว่าอะไรควรทิ้ง อะไรต้องแก้ และกำหนดเจ้าของข้อมูลแต่ละประเภท รวมถึงดูเรื่อง PDPA ว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่เก่าเกินความจำเป็นไม่ควรถูกย้ายตามไปด้วย

ข้อ 6: วัดผลด้วยตัวเลขที่ดูดีแต่ไม่มีความหมาย

ตัวชี้วัดแบบ vanity เช่น จำนวนผู้ใช้ที่ลงทะเบียน จำนวนฟีเจอร์ที่ปล่อย หรือจำนวนหน้าแดชบอร์ด ดูดีในรายงานแต่ไม่ได้บอกว่าธุรกิจดีขึ้นหรือไม่ ให้ผูกตัวชี้วัดกับปัญหาที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้น เช่น เวลาจากรับออเดอร์ถึงส่งของ จำนวนครั้งที่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ หรือจำนวนเรื่องที่ลูกค้าติดต่อมาถามสถานะ

อย่าลืมวัดก่อนเริ่มโครงการด้วย ถ้าไม่มีตัวเลขก่อนหน้า ก็ไม่มีทางรู้ว่าดีขึ้นจริงหรือแค่รู้สึกว่าดีขึ้น

ข้อ 7: ไม่เผื่องบหลังขึ้นระบบ และสรุปเป็นเช็กลิสต์

หลายองค์กรตั้งงบสำหรับการสร้างระบบ แต่ไม่ได้ตั้งงบสำหรับการใช้งานต่อ ทั้งที่ต้องมีค่าโฮสติ้ง ค่าสมัครใช้บริการ การแก้บั๊ก การปรับตามธุรกิจที่เปลี่ยน และคนดูแล ระบบที่ไม่มีงบดูแลจะเสื่อมลงเงียบ ๆ จนกลายเป็นระบบเก่าตัวใหม่ที่ต้องรื้อในไม่กี่ปี

ให้เผื่องบดูแลรายปีเป็นสัดส่วนที่สมเหตุสมผลของงบสร้างตั้งแต่ตอนอนุมัติโครงการ และกำหนดว่าใครมีหน้าที่ดูแล ก่อนเริ่มโครงการ ลองใช้รายการนี้ตรวจตัวเอง

  • เรารู้ปัญหาที่จะแก้และเขียนเป็นประโยคเดียวได้ไหม
  • มีเจ้าของคนเดียวที่มีอำนาจและเวลาไหม
  • แบ่งเป็นขั้นเล็กและมีทางถอยไหม
  • คนใช้งานจริงมีส่วนร่วมตั้งแต่ออกแบบไหม
  • ข้อมูลที่จะย้ายสะอาดพอและมีเจ้าของไหม
  • ตัวชี้วัดผูกกับปัญหาและวัดก่อนเริ่มไว้แล้วไหม
  • มีงบและคนดูแลหลังขึ้นระบบไหม

สรุปสั้น ๆ

  • เริ่มจากปัญหาที่เขียนเป็นประโยคเดียวได้ ไม่ใช่จากชื่อเครื่องมือ
  • ต้องมีเจ้าของคนเดียวที่มีอำนาจตัดสินใจและมีเวลา
  • แบ่งเป็นขั้นเล็กพร้อมทางถอย แทนการเปลี่ยนทั้งหมดในวันเดียว
  • ให้พนักงานที่ใช้งานจริงมีส่วนร่วม และทำความสะอาดข้อมูลก่อนย้าย
  • วัดผลที่ผูกกับปัญหา และเผื่องบดูแลระบบหลังขึ้นใช้งาน

คำถามที่พบบ่อย

เริ่มจากงานที่เสียเวลาซ้ำ ๆ มากที่สุดสักหนึ่งอย่าง เช่น การทำใบเสนอราคาหรือการติดตามออเดอร์ แก้ให้ดีขึ้นแล้ววัดผล ก่อนขยายไปเรื่องอื่น ไม่ต้องทำทั้งองค์กรพร้อมกัน

ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นกับความซับซ้อนและความเร็วที่ธุรกิจเปลี่ยน ให้ประเมินค่าโฮสติ้ง ค่าบริการ การแก้ไข และเวลาของคนดูแลเป็นรายปี แล้วตั้งไว้ในแผนตั้งแต่ก่อนอนุมัติโครงการ

ถามหาเหตุผลก่อน ส่วนใหญ่ระบบใหม่ช้ากว่าหรือยุ่งกว่าวิธีเดิมในงานของเขา ปรับให้ใช้ง่ายขึ้น ให้เห็นประโยชน์ต่องานตัวเอง และให้หัวหน้าทีมใช้เป็นตัวอย่าง มากกว่าการบังคับอย่างเดียว

บริการที่เกี่ยวข้อง

digital transformationchange managementdata qualitybusiness strategyIT budget

มีโปรเจกต์แบบนี้อยู่ในใจไหม

เล่าให้เราฟังว่าตอนนี้อยู่ตรงไหน เดี๋ยวเราแนะนำก้าวแรกที่เหมาะให้ โดยไม่มีข้อผูกมัด

คุยกับเรา