ระบบจองห้องพัก
เชื่อม Booking Engine ให้จองและจ่ายได้บนเว็บ
เว็บโรงแรมและรีสอร์ตที่ภาพสวย เล่าประสบการณ์ได้ดี และรับจองตรงผ่านเว็บ ลดค่าคอมมิชชั่นจาก OTA
เชื่อม Booking Engine ให้จองและจ่ายได้บนเว็บ
แกลเลอรีที่โหลดไวแต่ยังคมชัด
ไทย อังกฤษ และภาษาอื่นตามกลุ่มลูกค้า
หน้าแพ็กเกจตามฤดูกาลที่อัปเดตเองได้
บริการที่แนะนำ
คำตอบสั้น ๆ
เว็บไซต์โรงแรมที่ได้การจองตรงต้องมีระบบจองห้องพักที่จองและชำระเงินได้จบบนเว็บ แสดงราคาและห้องว่างแบบเรียลไทม์ มีภาพห้องและบรรยากาศที่โหลดไวบนมือถือ รองรับหลายภาษาตามกลุ่มแขก และบอกเหตุผลที่ควรจองตรง เช่น สิทธิพิเศษหรือเงื่อนไขยกเลิกที่ยืดหยุ่นกว่า ควรเชื่อมกับ Channel Manager และ Google Business Profile เพื่อให้ข้อมูลตรงกันทุกช่องทาง
ปี 2025 ไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32,974,321 คน และคนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ 202.37 ล้านครั้ง ตามข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตลาดใหญ่แต่การแข่งขันก็สูง นักท่องเที่ยวมักเริ่มจากการค้นหาจุดหมาย ดูรีวิวบน Google Maps และ OTA เปรียบเทียบราคาหลายแหล่ง แล้วจำนวนไม่น้อยเข้ามาดูเว็บไซต์ของโรงแรมโดยตรงเพื่อเช็กภาพจริง แพ็กเกจ และเงื่อนไขก่อนจอง
ช่วงเวลานี้คือโอกาสของการจองตรง หากเว็บไซต์โหลดช้า ไม่มีระบบจอง หรือราคาสูงกว่า OTA โดยไม่มีเหตุผล แขกจะกลับไปจองผ่าน OTA และโรงแรมต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่น ในทางกลับกัน เว็บที่จองง่ายและให้สิทธิพิเศษที่ชัดเจนสามารถเปลี่ยนผู้ชมกลุ่มนี้เป็นการจองตรงได้
แขกยังใช้ผู้ช่วย AI วางแผนทริปมากขึ้น เช่น ถามหารีสอร์ตเงียบสงบที่เหมาะกับครอบครัวในจังหวัดหนึ่ง เว็บที่อธิบายจุดเด่น ทำเล และสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นข้อความชัดเจน พร้อมหน้าคำถามที่พบบ่อย จะมีโอกาสถูกแนะนำมากกว่าเว็บที่มีแต่ภาพสวยไม่มีข้อมูล
ปุ่มจองห้องพักควรเห็นได้ทุกหน้า โดยเฉพาะบนมือถือ ช่องเลือกวันเข้าพักและจำนวนแขกควรอยู่ด้านบนของหน้าแรก เมื่อแขกกดค้นหาต้องเห็นห้องว่างและราคาทันที ไม่ใช่ถูกส่งไปกรอกฟอร์มสอบถามแล้วรออีเมลตอบกลับ
แต่ละประเภทห้องควรมีหน้าของตัวเอง พร้อมภาพจริง ขนาดห้อง ประเภทเตียง วิว จำนวนผู้เข้าพักสูงสุด และสิ่งอำนวยความสะดวก ภาพต้องคมแต่บีบอัดให้โหลดเร็ว เพราะแขกจำนวนมากดูเว็บผ่านเครือข่ายมือถือระหว่างเดินทาง
ระบบหลักคือ Booking Engine ที่เชื่อมกับ Channel Manager เพื่อให้ห้องว่างและราคาบนเว็บตรงกับ OTA ทุกเจ้าแบบอัตโนมัติ ป้องกันการจองซ้ำซ้อน หากโรงแรมใช้ระบบ PMS ควรเชื่อมให้ข้อมูลการจองไหลเข้าโดยไม่ต้องคีย์ใหม่ ด้านการชำระเงิน ควรรองรับบัตรเครดิตหลายสกุลเงินสำหรับแขกต่างชาติ และพร้อมเพย์สำหรับแขกไทย
Google Business Profile สำคัญมากสำหรับโรงแรม เพราะแขกจำนวนมากเจอโรงแรมผ่าน Google Maps และ Google Hotels ควรอัปเดตรูป ข้อมูลติดต่อ และตอบรีวิวอย่างสม่ำเสมอ และตรวจสอบว่า Booking Engine ที่ใช้รองรับการแสดงลิงก์จองตรงบน Google หรือไม่ สำหรับการสื่อสารก่อนและหลังเข้าพัก LINE OA เหมาะกับแขกไทย ส่วนแขกต่างชาติมักใช้อีเมลหรือ WhatsApp
คนค้นหาโรงแรมด้วยคำที่ผูกกับทำเลและประสบการณ์ เช่น รีสอร์ตติดทะเลในจังหวัดหนึ่ง โรงแรมใกล้สนามบิน หรือที่พักที่พาสัตว์เลี้ยงไปได้ เว็บควรมีข้อความที่อธิบายสิ่งเหล่านี้ตรง ๆ ในหน้าที่เกี่ยวข้อง และมีเนื้อหาคู่มือพื้นที่ เช่น วิธีเดินทางจากสนามบิน ร้านอาหารใกล้เคียง หรือกิจกรรมตามฤดูกาล ซึ่งช่วยดึงแขกที่ยังวางแผนอยู่
ใช้ Structured Data แบบ Hotel หรือ LodgingBusiness ระบุที่อยู่ สิ่งอำนวยความสะดวก และเวลาเช็กอิน เช็กเอาต์ และทำหน้าคำถามที่พบบ่อยที่ตอบเรื่องที่แขกถามจริง เนื้อหาภาษาต่างประเทศควรเขียนหรือตรวจโดยเจ้าของภาษา เพราะแขกสังเกตได้ทันทีถ้าเป็นการแปลด้วยเครื่อง และเครื่องมือค้นหาก็ให้คุณค่ากับเนื้อหาที่อ่านเป็นธรรมชาติมากกว่า
แสดงราคาให้โปร่งใส ระบุชัดว่าราคารวมภาษีและค่าบริการแล้วหรือไม่ เงื่อนไขการยกเลิกและการคืนเงินต้องอ่านเข้าใจง่ายก่อนกดชำระเงิน ความไม่ชัดเจนตรงนี้เป็นสาเหตุหลักของรีวิวแย่และข้อพิพาท ควรแสดงข้อมูลใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมหรือข้อมูลนิติบุคคล และช่องทางติดต่อที่ตอบจริง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แขกที่ไม่เคยรู้จักโรงแรมมาก่อน
ระบบจองเก็บข้อมูลส่วนบุคคลทั้งชื่อ อีเมล เบอร์โทร และบางครั้งข้อมูลหนังสือเดินทาง จึงต้องปฏิบัติตาม PDPA และสำหรับแขกจากยุโรป ควรคำนึงถึง GDPR ด้วย เลือกผู้ให้บริการ Booking Engine และ Payment Gateway ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย และอย่าส่งข้อมูลบัตรผ่านอีเมลหรือแชต
ตัวชี้วัดหลักคือรายได้จากการจองตรงและสัดส่วนการจองตรงเทียบกับ OTA ติดตามอัตราการจองต่อผู้เข้าชม มูลค่าเฉลี่ยต่อการจอง และจำนวนคืนเฉลี่ย ควรเชื่อม Booking Engine กับ Google Analytics 4 ให้วัดรายได้ได้ถึงระดับแคมเปญ ซึ่งบางระบบต้องตั้งค่าเพิ่มเติม
เมื่อรู้สัดส่วนการจองตรง ให้คำนวณค่าคอมมิชชั่นที่ประหยัดได้เทียบกับค่าใช้จ่ายด้านเว็บและการตลาด ตัวเลขนี้ช่วยตัดสินใจว่าควรลงทุนเพิ่มในช่องทางไหน และดูข้อมูลแยกตามฤดูกาล เพราะพฤติกรรมแขกช่วงไฮซีซั่นและโลว์ซีซั่นต่างกันมาก
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือราคาบนเว็บสูงกว่า OTA หรือไม่มีเหตุผลให้จองตรง อีกเรื่องคือ Booking Engine ที่เปิดในหน้าต่างใหม่ซึ่งดีไซน์ต่างจากเว็บโดยสิ้นเชิง ทำให้แขกไม่แน่ใจว่ายังอยู่ในเว็บของโรงแรมหรือไม่
โรงแรมหลายแห่งยังลงทุนกับเว็บแล้วปล่อยไว้โดยไม่ดูแล ข้อมูลห้องหรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เปลี่ยนไปไม่ถูกอัปเดต และไม่มีใครติดตามว่าการจองตรงเพิ่มขึ้นหรือไม่ การกำหนดคนดูแลเนื้อหาและตรวจตัวเลขการจองทุกเดือนช่วยให้เว็บยังทำงานได้ดีตลอดทั้งปี
เว็บโรงแรมหรือรีสอร์ตทั่วไปใช้เวลาประมาณ 8 ถึง 12 สัปดาห์ รวมการถ่ายภาพ การเขียนเนื้อหาหลายภาษา และการเชื่อม Booking Engine หากต้องถ่ายภาพใหม่ควรวางแผนให้ตรงกับช่วงที่สภาพอากาศดีและโรงแรมพร้อมที่สุด และควรเปิดเว็บใหม่ก่อนไฮซีซั่นอย่างน้อยหนึ่งถึงสองเดือน เพื่อให้มีเวลาทดสอบและให้ Google เก็บข้อมูลหน้าใหม่
หากเปลี่ยนจากเว็บเดิม ต้องวางแผนย้าย URL ให้ดี ตั้ง Redirect จากหน้าเก่าไปหน้าใหม่ เพื่อไม่ให้เสียอันดับการค้นหาและลิงก์ที่แขกเคยบันทึกไว้ และควรทดลองจองจริงทุกประเภทห้องและทุกวิธีชำระเงินก่อนเปิด หลังเปิดตัว ให้ติดตามสัดส่วนการจองตรงทุกเดือน และปรับหน้าแพ็กเกจตามฤดูกาล
OTA ช่วยให้คนเห็นโรงแรมได้กว้าง แต่ทุกการจองผ่าน OTA ต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่น และโรงแรมได้ข้อมูลแขกจำกัด การจองตรงช่วยเพิ่มรายได้สุทธิต่อห้อง และทำให้โรงแรมสื่อสารกับแขกได้โดยตรงตั้งแต่ก่อนเข้าพักจนถึงหลังเช็กเอาต์ เป้าหมายที่สมเหตุสมผลไม่ใช่การเลิกใช้ OTA แต่คือการเพิ่มสัดส่วนการจองตรงขึ้นเรื่อย ๆ
ควรตรวจสัญญากับ OTA ก่อน เพราะบางสัญญามีเงื่อนไขเรื่องความเท่าเทียมของราคา หากตั้งราคาต่างกันไม่ได้ ยังสามารถให้คุณค่าเพิ่มสำหรับการจองตรงได้ เช่น อาหารเช้า อัปเกรดห้องเมื่อมีห้องว่าง เช็กเอาต์ช้า หรือเงื่อนไขยกเลิกที่ยืดหยุ่นกว่า สิ่งสำคัญคือต้องบอกสิทธิพิเศษเหล่านี้ให้เห็นชัดบนเว็บ
Booking Engine คือระบบที่ให้แขกค้นหาห้องว่าง เลือกห้อง และชำระเงินบนเว็บไซต์ของโรงแรม ส่วน Channel Manager คือระบบที่ซิงก์ห้องว่างและราคาไปยังทุกช่องทางขาย ทั้ง OTA และเว็บไซต์ เพื่อไม่ให้ขายห้องเดียวกันซ้ำ โรงแรมส่วนใหญ่ต้องใช้ทั้งสองระบบ และผู้ให้บริการหลายรายมีทั้งสองอย่างในชุดเดียว
อย่างน้อยไทยและอังกฤษ จากนั้นเพิ่มภาษาตามตลาดหลักที่เห็นในข้อมูลการจองจริง เช่น จีน เกาหลี รัสเซีย หรือเยอรมัน ขึ้นกับทำเลและกลุ่มแขก การมีภาษาน้อยแต่แปลดีเป็นธรรมชาติ ดีกว่ามีหลายภาษาที่แปลด้วยเครื่องจนอ่านไม่รู้เรื่อง และควรตรวจว่า Booking Engine รองรับภาษาเดียวกับเว็บ
เริ่มจากยืนยันความเป็นเจ้าของ Google Business Profile ใส่ข้อมูลให้ครบ ทั้งที่อยู่ เบอร์โทร เว็บไซต์ สิ่งอำนวยความสะดวก และรูปภาพคุณภาพดี อัปเดตเป็นประจำและตอบรีวิวทุกรีวิว สำหรับการแสดงราคาบน Google Hotels ให้สอบถามผู้ให้บริการ Booking Engine ว่ารองรับการเชื่อมต่อกับ Google หรือไม่ เพราะต้องผ่านพาร์ตเนอร์ที่ได้รับอนุญาต
สำหรับโรงแรม ภาพคือสิ่งที่ขายห้องพักได้มากที่สุดอย่างหนึ่ง แขกตัดสินใจจากภาพก่อนอ่านรายละเอียด ภาพมืออาชีพที่แสดงแสงธรรมชาติ ขนาดห้องที่สมจริง และบรรยากาศรอบโรงแรมช่วยได้มาก แต่ต้องตรงกับของจริง เพราะภาพที่ดูดีเกินจริงนำไปสู่ความผิดหวังและรีวิวแย่ ภาพชุดเดียวกันใช้ได้ทั้งเว็บ OTA และโซเชียล
ควร โดยเฉพาะแพ็กเกจที่ OTA ไม่มี เช่น ห้องพักรวมอาหารเย็น สปา ทัวร์ หรือแพ็กเกจฮันนีมูน สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุผลที่ดีให้แขกจองตรง และช่วยเพิ่มรายได้ต่อการเข้าพัก ระบบหลังบ้านควรให้ทีมเพิ่มหรือแก้ไขแพ็กเกจตามฤดูกาลได้เอง และ Booking Engine ควรรองรับการขายแพ็กเกจหรือบริการเสริมได้
จำเป็นในระดับที่เหมาะกับขนาดธุรกิจ เว็บไซต์ไม่กี่หน้าที่มีภาพดี ข้อมูลห้อง แผนที่ และระบบจองแบบง่าย ก็ช่วยให้ดูน่าเชื่อถือและได้การจองตรงจากแขกที่ค้นหาชื่อที่พัก ประกอบกับ Google Business Profile ที่ดูแลสม่ำเสมอ และ LINE OA หรือ WhatsApp สำหรับตอบคำถาม ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเว็บขนาดใหญ่
ต้องมีนโยบายความเป็นส่วนตัวตาม PDPA บอกว่าเก็บข้อมูลอะไร ใช้ทำอะไร และเก็บนานเท่าไร ขอความยินยอมแยกหากจะส่งข่าวสารการตลาด ใช้ระบบจองและชำระเงินที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย จำกัดสิทธิ์พนักงานที่เข้าถึงข้อมูล และไม่ส่งข้อมูลบัตรหรือสำเนาหนังสือเดินทางผ่านแชตหรืออีเมลที่ไม่ปลอดภัย
Google ปรับ AI Overviews และ AI Mode ให้แสดงลิงก์ในเนื้อหามากขึ้นและสูงขึ้น แต่ยังไม่มีข้อมูลการคลิกให้เจ้าของเว็บดู ขณะที่งานวิจัยชี้ว่าคลิกลดลงไปแล้วมาก
ออกแบบเว็บไซต์CrUX เพิ่มตัวชี้วัด Core Web Vitals แบบทดลองที่นับ soft navigation ในเว็บแบบ Single Page App เป็นครั้งแรก คะแนนจริงยังไม่เปลี่ยน แต่ควรเริ่มตรวจตั้งแต่ตอนนี้
การตลาดดิจิทัลDAAT และ Kantar ปรับคาดการณ์งบโฆษณาดิจิทัลไทยปี 2569 จากติดลบ 0.3% เป็นบวก 0.3% ราว 32,339 ล้านบาท เงินไหลไปไหน และธุรกิจควรปรับแผนอย่างไร
ติดต่อเรา
ทีมจะติดต่อกลับภายใน 1 วันทำการ พร้อมขอบเขตงาน ไทม์ไลน์ และราคาคร่าว ๆ ปรึกษาครั้งแรกฟรี
คุยกับทีมฟรี 30 นาที แล้วรับแผนงานพร้อมราคาที่ชัดเจน